สเปอร์สวิกฤตตกชั้น! จากแชมป์ยูโรปาลีกสู่ก้นตารางพรีเมียร์ลีก — วิเคราะห์เชิงลึกฤดูกาลหายนะของท็อตแนม 2025/26

จากจุดสูงสุดสู่จุดต่ำสุดในเวลาไม่ถึงปี
เมื่อเดือนพฤษภาคม 2025 แฟนบอลท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ ยืนเฉลิมฉลองกันอย่างสุดเหวี่ยงบนถนนในลอนดอนเหนือ หลังทีมรักคว้าแชมป์ยูโรปาลีกด้วยชัยชนะ 1-0 เหนือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในรอบชิงชนะเลิศที่บิลบาว ประเทศสเปน กัปตันทีม ซน ฮึง-มิน ยกถ้วยรางวัลเหนือศีรษะท่ามกลางพลุไฟและน้ำตาแห่งความสุข — ถ้วยแรกของสโมสรในรอบ 17 ปี
ใครจะคิดว่าไม่ถึง 12 เดือนให้หลัง สโมสรแห่งเดียวกันนี้จะจมอยู่ในโซนตกชั้นของพรีเมียร์ลีก? ณ วันที่ 21 เมษายน 2026 ท็อตแนมอยู่ในอันดับที่ 18 ของตาราง มีเพียง 31 แต้มจาก 33 นัด เหลืออีกเพียง 5 นัดสุดท้ายในการกอบกู้ชีวิตในลีกสูงสุดของอังกฤษ
นี่คือเรื่องราวของฤดูกาลที่น่าจดจำที่สุดฤดูกาลหนึ่งในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ — ไม่ใช่เพราะความสำเร็จ แต่เพราะความล้มเหลวอันน่าตกตะลึง
ฤดูร้อนแห่งความเปลี่ยนแปลง: การตัดสินใจที่สั่นสะเทือน
ทุกอย่างเริ่มต้นด้วยการตัดสินใจที่ทำให้แฟนบอลทั่วโลกตะลึง — ท็อตแนมปลดแองเจ โปสเตโคกลู ผู้จัดการทีมชาวออสเตรเลียที่เพิ่งพาทีมคว้าแชมป์ยูโรปาลีก แม้ผลงานในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลก่อนจะจบอันดับที่ 17 แต่การไล่กุนซือที่เพิ่งยกถ้วยให้สโมสรถือเป็นเรื่องที่หลายคนมองว่า "กล้าได้กล้าเสีย" เกินไป
สโมสรให้เหตุผลว่าต้องการผู้จัดการทีมที่สามารถแข่งขันได้ "ทุกแนวรบ" — ทั้งในลีกและถ้วยยุโรป โทมัส แฟรงค์ อดีตกุนซือเบรนท์ฟอร์ด ได้รับการแต่งตั้งด้วยสัญญาสามปี
แต่ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้หยุดแค่ม้านั่งผู้จัดการทีม ซน ฮึง-มิน กัปตันทีมและตำนานของสโมสร ประกาศอำลาหลังอยู่กับทีมมาครบ 10 ปี ด้วยสถิติ 454 นัด 173 ประตู ย้ายไปร่วมทีม LAFC ในลีก MLS ของสหรัฐอเมริกา ซนกล่าวว่า "ผมทำทุกอย่างที่ทำได้ที่ท็อตแนมแล้ว ผมต้องการสภาพแวดล้อมใหม่สำหรับความท้าทายใหม่"
และในเดือนกันยายน 2025 แดเนียล เลวี ประธานสโมสรที่อยู่มานานเกือบ 25 ปี ก็ประกาศลาออกจากตำแหน่ง ท่ามกลางแรงกดดันจากการตรวจสอบภายในโดยบริษัทที่ปรึกษาภายนอก ปีเตอร์ ชาร์ริงตัน เข้ามารับตำแหน่งประธานบอร์ดที่ไม่ใช่ผู้บริหาร และ วิไน เวนกาเตชาม อดีตผู้บริหารของอาร์เซนอล ขึ้นดำรงตำแหน่ง CEO
ภายในเวลาไม่กี่เดือน ท็อตแนมสูญเสียผู้จัดการทีมแชมป์ กัปตันทีมตำนาน และประธานสโมสรที่อยู่มายาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก — พร้อมกัน
ตลาดซื้อขาย: เงินหลายร้อยล้าน แต่ไม่ได้ผลลัพธ์
ต้องให้เครดิตสโมสรว่าไม่ได้นิ่งเฉยในตลาดซื้อขายฤดูร้อน ท็อตแนมลงทุนอย่างหนักเพื่อเสริมทัพ โดยมีการคว้าตัวผู้เล่นสำคัญหลายราย:
ซาวี ซิมอนส์ จาก RB ไลพ์ซิก คือดีลที่ถูกมองว่ายิ่งใหญ่ที่สุด กองกลางทีมชาติเนเธอร์แลนด์วัย 22 ปีที่สเปอร์สแย่งตัวมาได้จากเชลซี โมฮัมเหม็ด คูดุส จากเวสต์แฮม ด้วยค่าตัวราว 55 ล้านปอนด์ ถูกมองว่าจะเป็นตัวเปลี่ยนเกมที่สำคัญ นอกจากนี้ยังมี ชูเอา ปาลินยา ยืมตัวจากบาเยิร์น มิวนิก, เควิน ดันโซ, แรนดัล โคโล มัวนี, มาธิส เทล และ ลูคัส แบร์กวอลล์
บนกระดาษ นี่คือทีมที่ควรจะแข่งขันชิงตำแหน่งท็อปโฟร์ได้สบาย ไม่ใช่ดิ้นรนเอาชีวิตรอดจากการตกชั้น
แต่ปัญหาคือหลายดีลไม่ได้ให้ผลตอบแทนตามที่คาดหวัง ซิมอนส์ต้องใช้เวลาปรับตัวนานและยังไม่โชว์ฟอร์มเต็มที่อย่างต่อเนื่อง คูดุสเริ่มต้นได้ดีแต่บาดเจ็บหนักที่ต้นขาในเดือนมกราคม และยิ่งซ้ำร้ายเมื่อเดือนเมษายน 2026 สโมสรยืนยันว่าคูดุสมีอาการเจ็บซ้ำ อาจต้องผ่าตัด และไม่มีกำหนดกลับมาที่ชัดเจน โคโล มัวนีก็ใช้เวลานานในการเข้าฟอร์ม ในขณะที่สโมสรไม่ได้เสริมปีกตัวจริงเลยแม้จะขาย เบรนแนน จอห์นสัน ออกไปในช่วงตลาดซื้อขายเดือนมกราคม
โทมัส แฟรงค์: จากเริ่มต้นสดใสสู่ฝันร้าย
โทมัส แฟรงค์เริ่มต้นงานที่ท็อตแนมได้อย่างสดใส ชนะ 7 จาก 8 นัดแรกที่คุมทีม รวมถึงผลงานที่ดีในแชมเปียนส์ลีก บรรยากาศรอบสโมสรเต็มไปด้วยความหวังและพลังบวก
แต่หลังช่วงพักอินเตอร์เนชันแนลเบรกแรก ทุกอย่างเริ่มพังทลาย สเปอร์สเริ่มทำคะแนนได้ไม่ดีในแมตช์ที่ควรจะชนะ แพ้ที่บ้านอย่างยับเยินให้ทั้งเวสต์แฮมและฟูแล่ม ฟอร์มการเล่นในบ้านย่ำแย่อย่างน่าใจหาย — ชนะเพียง 2 จาก 13 นัดลีกที่เล่นในบ้าน
สถิติที่น่าตกใจของแฟรงค์: ชนะเพียง 7 จาก 26 นัดลีก (อัตราชนะ 26.9%) ซึ่งเป็นอัตราชนะในลีกที่ต่ำที่สุดของผู้จัดการทีมสเปอร์สในยุคพรีเมียร์ลีก เมื่อเทียบกับโปเชตติโนที่ราว 54% มูรินโย 51% หรือแม้แต่คอนเต้ที่ 53%
จุดจบของแฟรงค์มาถึงในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2026 หลังแพ้นิวคาสเซิล 1-2 ที่บ้าน แฟนบอลร้องเพลง "You're getting sacked in the morning" ดังลั่นสนาม และตะโกนชื่อโปเชตติโน สโมสรตัดสินใจปลดแฟรงค์ทันที โดยทีมอยู่อันดับที่ 16 ห่างโซนตกชั้นเพียง 5 แต้ม
ยุค Igor Tudor: 44 วันแห่งหายนะ
อิกอร์ ทูดอร์ อดีตกุนซือยูเวนตุสและมาร์กเซย ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการทีมชั่วคราวในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ แต่สิ่งที่ตามมาคือหนึ่งในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร
ในพรีเมียร์ลีก ทูดอร์ได้เพียง 1 แต้มจาก 5 นัด (เสมอลิเวอร์พูล 1-1) และยังต้องเห็นทีมตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายของแชมเปียนส์ลีก พ่ายแพ้รวมสองนัดต่อแอตเลติโก มาดริด 5-7 การแพ้น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ 0-3 ที่บ้านเมื่อวันที่ 22 มีนาคม ถือเป็นหยดน้ำสุดท้ายที่ล้นแก้ว
ทูดอร์ถูกปลดหลังคุมทีมเพียง 7 นัดใน 44 วัน กลายเป็นหนึ่งในผู้จัดการทีมที่อยู่สั้นที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก
Roberto De Zerbi: ภารกิจกู้ชีพ
โรแบร์โต เด แซร์บี อดีตกุนซือไบรท์ตันที่เพิ่งว่างงานจากมาร์กเซย ได้รับการแต่งตั้งเมื่อปลายเดือนมีนาคม 2026 ดีลดังกล่าวรวมถึงโบนัสจำนวนมากหากสามารถพาทีมรอดจากการตกชั้นได้
แต่การแต่งตั้งนี้ไม่ได้ราบรื่น กลุ่มแฟนบอลสเปอร์สอย่างน้อยสามกลุ่ม รวมถึง Tottenham Hotspur Supporters' Trust (THST) ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลเกี่ยวกับการสนับสนุน เมสัน กรีนวูด ของเด แซร์บี ในช่วงที่คุมทีมมาร์กเซย
เกมแรก: แพ้ซันเดอร์แลนด์ 0-1 (12 เมษายน) เกมเปิดตัวของเด แซร์บี จบลงด้วยความผิดหวัง สเปอร์สเริ่มเกมได้ดีแต่เสียประตูจากลูกยิงเปลี่ยนทิศทางของมูเคียเลในครึ่งหลัง ตอกย้ำสถิติอันน่าสะพรึงของทีม — แพ้ 7 จาก 8 นัดลีกล่าสุด
เกมที่สอง: เสมอไบรท์ตัน 2-2 ที่บ้าน (18 เมษายน) นี่คือเกมที่ทำให้หัวใจแฟนสเปอร์สแทบแตกสลาย เปโดร ปอร์โร โหม่งเปิดสกอร์จากลูกครอสอันงดงามของซาวี ซิมอนส์ แม้มิโตมาตีเสมอก่อนหมดครึ่งแรก แต่ซิมอนส์กลับมายิงประตูสุดสวยด้วยเท้าขวาในนาทีที่ 77 สร้างความคลั่งไคล้ให้สนาม ดูเหมือนว่าสเปอร์สจะได้ชัยชนะแรกในลีกของปี 2026
แต่แล้ว... ในทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 90+5 เควิน ดันโซ เสียบอลในเขตโทษตัวเอง ฟาน เฮคเก้แย่งบอลได้และจ่ายให้ จอร์จินิโอ รึตเตอร์ ยิงตุงตาข่ายตีเสมอ 2-2 ความดีใจกลายเป็นความสิ้นหวังในพริบตา สเปอร์สยังคงติดอยู่ในโซนตกชั้น
สถานการณ์ตาราง ณ ปัจจุบัน: ศึกเอาชีวิตรอด
ตาราง ณ วันที่ 21 เมษายน 2026 ในโซนที่เกี่ยวข้องกับการตกชั้น:

สเปอร์สห่างจากเขตปลอดภัย (อันดับ 17) เพียง 2 แต้ม แต่ฟอเรสต์ที่อยู่อันดับ 16 มีผลต่างประตูที่ดีกว่า และเพิ่งกลับมาฟอร์มดีด้วยชัยชนะ 4-1 เหนือเบิร์นลีย์ ในขณะที่ลีดส์ก็เริ่มทิ้งห่างด้วยสองชัยชนะติดต่อกัน
5 นัดสุดท้าย: ตารางนัดหฤโหด
นัดที่เหลือของสเปอร์สมีดังนี้:
25 เมษายน — เยือน วูล์ฟแฮมป์ตัน (ต้องชนะให้ได้)
3 พฤษภาคม — เยือน แอสตัน วิลล่า (เกมยากลำบาก)
11 พฤษภาคม — เหย้า ลีดส์ ยูไนเต็ด (อาจเป็นเกมชี้ชะตา)
17 พฤษภาคม — เยือน เชลซี (เกมที่ยากที่สุด)
24 พฤษภาคม — เหย้า เอฟเวอร์ตัน (นัดสุดท้าย)
นัดเยือนวูล์ฟส์ในวันที่ 25 เมษายนถือเป็น "ต้องชนะ" อย่างแท้จริง วูล์ฟส์อยู่อันดับสุดท้ายและเกือบจะแน่นอนว่าตกชั้นแล้ว หากสเปอร์สไม่สามารถเก็บ 3 แต้มจากเกมนี้ได้ สถานการณ์จะเลวร้ายอย่างมาก
แต่หลังจากนั้นคือเกมเยือนวิลล่าที่กำลังฟอร์มดี ตามด้วยเกมเหย้ารับลีดส์ที่อาจเป็นเกมชี้ชะตาทั้งสองทีม — หากทั้งคู่ยังอยู่ในสถานการณ์ลำบาก เกมนี้อาจกลายเป็นเกมที่ตัดสินว่าใครอยู่ใครไป
วิเคราะห์เชิงลึก: ทำไมสเปอร์สถึงตกต่ำขนาดนี้?
1. วิกฤตด้านความมั่นคงในการบริหาร
ท็อตแนมเปลี่ยนผู้จัดการทีมถึง 3 คนในฤดูกาลเดียว (แฟรงค์ → ทูดอร์ → เด แซร์บี) ซึ่งเป็นสิ่งที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นกับสโมสรระดับนี้ การเปลี่ยนแปลงซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้ผู้เล่นไม่มีเวลาซึมซับระบบการเล่นใดระบบหนึ่งอย่างจริงจัง ทุกครั้งที่มีกุนซือใหม่ก็ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ ผู้เล่นเหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจ
2. การสูญเสียผู้นำ
การจากไปของซน ฮึง-มิน ไม่ใช่แค่การสูญเสียผู้เล่นคนหนึ่ง แต่คือการสูญเสีย "จิตวิญญาณ" ของทีม ซนเป็นคนที่สามารถผลิตจังหวะวิเศษจากความว่างเปล่า เป็นคนที่ผู้เล่นคนอื่นมองหาในยามที่ทีมตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก การที่สโมสรไม่ได้เซ็นตัวทดแทนโดยตรง โดยให้เหตุผลว่ามีตัวเลือกเพียงพอแล้ว กลายเป็นการตัดสินใจที่ย้อนกลับมาหลอกหลอนอย่างชัดเจน
3. ปัญหาการบาดเจ็บ
วิกฤตการบาดเจ็บถาโถมเข้ามาไม่หยุด คูดุสซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ดีที่สุดของทีม บาดเจ็บหนักตั้งแต่เดือนมกราคมและเพิ่งมีอาการเจ็บซ้ำในเดือนเมษายน อาจต้องผ่าตัด กูลเยลโม วิคาริโอ ผู้รักษาประตูตัวหลักก็ต้องพักเพราะผ่าตัดไส้เลื่อน ทำให้ คินสกี้ ต้องลงเล่นแทน ปัญหาการบาดเจ็บเป็นสิ่งที่ทุกทีมต้องเผชิญ แต่สเปอร์สดูเหมือนจะโชคร้ายกว่าใครเพื่อน
4. จิตใจที่อ่อนแอ
เกมเสมอไบรท์ตัน 2-2 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของปัญหาทางจิตใจ เมื่อเด แซร์บีนำ 2-1 ในนาทีที่ 77 ทีมควรจะสามารถรักษาผลสกอร์ไว้ได้ แต่การเสียบอลของดันโซในนาทีสุดท้ายสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางทางจิตใจที่ฝังลึกตลอดทั้งฤดูกาล — ทีมไม่รู้จักวิธีชนะอีกต่อไป สถิติไม่ชนะในลีก 15 นัดติดต่อกันคือหลักฐานที่ชัดเจนที่สุด
5. ฟอร์มการเล่นในบ้านที่ย่ำแย่
ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ สเตเดียม ซึ่งเป็นหนึ่งในสนามที่ทันสมัยที่สุดในโลก กลับกลายเป็น "นรกสำหรับทีมเหย้า" ชนะเพียง 2 นัดจาก 13 นัดลีกที่เล่นในบ้าน ถูกไบรท์ตันยิงตีเสมอนาทีสุดท้าย ถูกฟอเรสต์ยิงยับ 0-3 ถูกอาร์เซนอลถล่ม 1-4 สนามที่ควรจะเป็นป้อมปราการกลับกลายเป็นสถานที่ที่แฟนบอลตะโกนไล่ผู้จัดการทีมของตัวเอง
มุมมองทางประวัติศาสตร์: สเปอร์สเคยตกชั้นครั้งสุดท้ายเมื่อใด?
ท็อตแนมตกชั้นจากดิวิชัน 1 ครั้งสุดท้ายในปี 1977 เกือบ 50 ปีที่แล้ว หากตกชั้นในครั้งนี้ จะเป็นเหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนวงการฟุตบอลอังกฤษอย่างแท้จริง สเปอร์สเป็นหนึ่งในสโมสรที่เล่นในลีกสูงสุดติดต่อกันมา 48 ฤดูกาลแล้ว และอยู่ในพรีเมียร์ลีกมาตลอด 34 ฤดูกาลตั้งแต่ก่อตั้ง
การตกชั้นจะส่งผลกระทบมหาศาล — ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากลิขสิทธิ์ถ่ายทอด สัญญาผู้เล่น ข้อตกลงสปอนเซอร์ และอนาคตของสนามแข่งมูลค่าหลายพันล้านปอนด์
บทสรุป: ยังมีหวัง แต่ริบหรี่
ด้วย 5 นัดสุดท้ายและ 15 แต้มที่ยังเหลือให้แย่งชิง สเปอร์สยังมีโอกาสทางคณิตศาสตร์อย่างชัดเจน ห่างจากเขตปลอดภัยเพียง 2 แต้ม แต่ปัญหาคือทีมไม่สามารถชนะในลีกได้เลยตลอดทั้งปี 2026
เด แซร์บีมีประสบการณ์ในพรีเมียร์ลีกจากสมัยคุมไบรท์ตัน และซิมอนส์กำลังเริ่มโชว์ฟอร์มที่แท้จริง (ประตูที่ยิงใส่ไบรท์ตันถือเป็นผู้เข้าชิงประตูยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาล) แต่คำถามคือ — เด แซร์บีจะมีเวลาเพียงพอหรือไม่ในการเปลี่ยนแปลง DNA ของทีมที่ลืมวิธีชนะไปแล้ว?
สัปดาห์หน้าที่โมลินิวซ์จะเป็นบททดสอบแรกอย่างแท้จริง ถ้าชนะวูล์ฟส์ ความหวังจะกลับมา ถ้าไม่... แฟนสเปอร์สอาจต้องเริ่มเตรียมใจกับสิ่งที่พวกเขาไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นในชีวิตนี้ — การตกชั้นจากพรีเมียร์ลีก
ฤดูกาลนี้ของท็อตแนมจะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะจบลงอย่างไร มันคือบทเรียนราคาแพงที่สุดของวงการฟุตบอลสมัยใหม่ว่า — ถ้วยรางวัลเพียงใบเดียวไม่สามารถปกป้องสโมสรจากผลพวงของการตัดสินใจที่ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้
บทความโดย KreativHub | 22 เมษายน 2026